

อีริค ฟรอมม์ นักจิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงกล่าวว่า "มนุษย์เรา คือ สมาคมแห่งผู้ระทมทุกข์ รอบๆ กายเราเต็มไปด้วยคนเหงา คนโดดเดี่ยว คนวิตกกังวล คนซึมเศร้า คนก้าวร้าว และคนหมดหวังไม่คิดพึ่งตนเอง"
จริงหรือ? ที่ว่าสังคมของเราอยู่ในยุคสมัยที่ไม่น่ารื่นรมย์และสิ้นหวัง จากสถิติขององค์การอนามัยโลกพบว่า ร้อยละ ๓-๕ ของประชากรโลกประสบกับโรคซึมเศร้า คิดเป็นจำนวนประชากรโลกถึง ๑๐๐-๑๕๐ ล้านคน ชาวอเมริกันทุกๆ ๑ ใน ๕ เคยประสบกับภาวะซึมเศร้าชนิดรุนแรง (กินเวลานานกว่า ๑ เดือน) อย่างน้อยครั้งหนึ่งในช่วงชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นทุกๆ ๑ ใน ๕๐ รายของคนกลุ่มนี้ พบว่าได้พยายามฆ่าตัวตาย
ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ ตามโรงพยาบาลและคลีนิคต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะมาด้วยอาการวิตกกังวล หงุดหงิด อ่อนเพลีย เหน็ดเหนื่อยจากการต้องแสวงหาสิ่งต่างๆ มากมายไม่รู้จบ หรือรู้สึกว่าตนเองไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หลายคนมาด้วยอาการนอนไม่หลับ ปวดหัว หายใจไม่เต็มอิ่ม หน้ามืดตาลาย อ่อนเปลี้ยเพลียแรง บ่อยครั้งอาการเหล่านี้บดบังโรคซึมเศร้าซึ่งเป็นอยู่
สาเหตุของโรคซึมเศร้า ในปัจจุบันยังคงเป็นที่ถกเถียงค้นคว้ากันอยู่ อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันสามารถแบ่งสาเหตุการซึมเศร้าออกได้กว้างๆ เป็น ๓ ประเภท และมีวิธีรักษาอย่างกว้างๆ ๓ วิธี
๑. โรคซึมเศร้าที่เกิดจากความผิดปกติทางกาย (Organic Depression) เกิดจากความผิดปกติเสียหายของโครงสร้างในสมอง ซึ่งอาจมีสาเหตุจาก โรคเส้นเลือดแข็งตัวผิดปกติ(arteriosclerosis), โรคเนื้องอกในสมองซึ่งเกิดภายหลังอุบัติเหตุทางสมอง, หรือ โรคทางสมองที่มีอาการซึมเศร้าร่วมกับภาวะจิตเภทและลมชัก นอกจากนี้ความผิดปกติทางกายอื่นๆ ก็อาจทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ เช่น โรคตับอักเสบ โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น
๒. โรคซึมเศร้าที่เกิดจากพื้นฐานภายใน (Endogenic Depression) เป็น ภาวะทางด้านกรรมพันธ์ อาการซึมเศร้ามีลักษณะเฉพาะตัวคือ เกิดอาการเป็นพักๆ ในช่วงระยะเวลาที่แน่นอนระยะหนึ่ง หลังจากนั้นจะตามด้วยช่วงระยะปลอดอาการซึ่งจะกลับเป็นปกติสมบูรณ์ โดยไม่พบความแปรปรวนด้านบุคลิกภาพใดๆ ให้เห็น
ในบางครั้งอาจมีอาการ ตั้งแต่ในวัยเด็กโดยเฉพาะเพศหญิง ในช่วงวัยรุ่นพบได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง โดยเพศหญิงจะพบได้บ่อยกว่าและอายุน้อยกว่า อาการมักจะกำเริบในช่วงอายุ ๓๐–๔๐ ปี และในช่วงเปลี่ยนวัย โดยทั่วไปเพศชายมักปรากฏอาการเมื่ออายุระหว่าง ๕๐ - ๖๐ ปี
ช่วงระยะที่มีอาการ ครั้งหนึ่งๆ อาจยาวนานได้แตกต่างกันไป เป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นปี หรือหลายๆ ปี อย่างไรก็ตามโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ ๕ - ๑๒ เดือน
๓. โรคซึมเศร้าเพราะสาเหตุด้านจิตใจ (Psychogenic depression) เป็น ชนิดที่พบได้มากที่สุด โดยผู้ที่เป็นโรคนี้ต้องประสบกับภาวะเหตุกาณ์รุนแรงบางอย่างในชีวิตที่ตนเอง ไม่สามารถยืนหยัดรับมือทางด้านอารมณ์ได้ โรคซึมเศร้าชนิดนี้รวมถึงภาวะต่างๆ ต่อไปนี้ด้วย
- ภาวะซึมเศร้าในวัยเด็ก(childhood depression) อาจ มีสาเหตุจากความตึงเครียดในครอบครัว เหตุการณ์สะเทือนใจอย่างรุนแรง หรือความคาดหวังทางการศึกษาเล่าเรียน ที่สูงส่งเกินความสามารถของตน
- ภาวะซึมเศร้าในโรคประสาท(Neurotic depression) ซึ่งอาจพบร่องรอยว่าถูกบีบคั้นอย่างมากในวัยเด็ก แล้วปะทุออกมาในช่วงชีวิตภายหลัง
- ภาวะซึมเศร้าเพราะความชรา(Depression of age) เกิดเพราะความสามารถในการปรับตัวลดน้อยลง, มีชีวิตโดดเดี่ยว, ปัญหาช่องว่างระหว่างวัย, หรือปัญหาที่เรียกกันว่า ภาวะสะเทือนใจหลังเกษียณ (สูญเสียคุณค่าในตน,ไม่มีงาน, ความรู้สึกว่าไร้สมรรถภาพ)
- ภาวะซึมเศร้าจากปฏิกิริยาทางใจ(Reactive depression) เช่น อาการซึมเศร้าภายหลังจากคู่แต่งงานเสียชีวิต, ตกงาน , หย่าร้าง
- ภาวะซึมเศร้าเพราะสภาพจิตใจอ่อนล้า(Depression of fatique) เป็นการตอบสนองทางใจต่อสภาวะความเครียดเรื้อรัง เช่น ชีวิตสมรสมีปัญหาขัดแย้งไม่รู้จบ , ความกดดันจากงานที่ต้องรับผิดชอบ , การเปลี่ยนงาน , ภาระมากเกินไป ภาวะซึมเศร้าชนิดนี้มักเกิดในหญิงซึ่งต้องรับภาระทั้งในครอบครัวและทำงานนอกบ้าน และในชายที่อยู่ในช่วงอายุ ๕๐ - ๖๐ ปี ซึ่งถูกกดดันจากการไม่อาจขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพการงานของตนได้
ผู้ที่มีอาการซึมเศร้า จะมีการเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกภาพที่เห็นได้ชัดคือ กลายเป็นคนเศร้าโศก ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย หวาดกลัว พวกเขาจะรู้สึกหมดหวัง สับสน และเป็นเหมือนคนไม่มีจิตใจ ไม่มีชีวิตชีวา
ในบั้นปลายชีวิตของคนดังอย่างเช่น นายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิล , มา ริลีน มอนโร หรือ เออร์เนส เฮมิงเวย์ พบว่าเขาเหล่านั้นต้องทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าด้วยเช่นกัน อาการของท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ต้องถึงกับนอนซมอยู่บนเตียงเป็นสัปดาห์ๆ หลายๆครั้ง จนท่านต้องปกปิดอาการด้วยการดื่มบรั่นดี. ส่วน มาริลีน มอนโร ต้องใช้ยาระงับประสาทจนเกินขนาดทำให้เสียชีวิต สำหรับเฮมิงเวย์นั้น ในที่สุดก็ต้องระเบิดสมองตัวเองด้วยอาการเดียวกัน
นักวิทยาศาสตร์หลายคน เชื่อว่า คนบางคนมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าผู้อื่น แม้ว่าลักษณะภายนอกจะเป็นคนบุคลิกมั่นคง มีความทะเยอทะยาน มีความซื่อตรงในหน้าที่ ความประพฤติดีงาม แต่อย่างไรก็ตาม ในสภาพจิตใจระดับลึกๆ มีความลังเลสับสน และขาดความกระปรี้กระเปร่า
นักวิทยาศาสตร์อีกพวก เชื่อว่า อาการซึมเศร้าเกิดจากความผิดปกติทางชีวเคมี การชันสูตรศพผู้ป่วยโรคซึมเศร้าพบว่าขาดกรดอมิโนจำเป็นบางอย่าง กรดอมิโนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสื่อนำกระแสประสาท ถ้าหากมีจำนวนไม่พอ อาจทำให้เกิดความล้มเหลวในการสร้างพลังกระตุ้นที่เหมาะสม ส่งผลกระทบทำให้บุคลิกภาพเสียสมดุลและเกิดภาวะจิตใจเหี่ยวแห้ง อย่างไรก็ตามเรายังไม่ทราบว่า การขาดกรดอมิโนเหล่านี้ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า หรือว่าภาวะซึมเศร้าเองที่ทำให้กรดอมิโนเหล่านี้ขาดไปกันแน่
เนื่องจากเรายังทราบ สาเหตุของโรคนี้เพียงเล็กน้อย จึงเป็นการยากที่จะระบุวิธีการรักษาให้แน่นอนลงไป แม้ว่าจะมีวิธีการรักษาต่างๆ มากมาย เช่น
การใช้ยาทางจิต มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงกรดอมิโนที่เกี่ยวข้อง ในภาวะซึมเศร้า มียามากมายหลายขนาน ออกฤทธิ์กระตุ้นความคิดริเริ่มดีๆให้เกิดขึ้น ทำให้อารมณ์สงบ ช่วยต่อสู้กับความกลัวและความเซื่องซึม แต่ยาทุกขนานมีผลข้างเคียง และไม่ง่ายนักที่แพทย์จะเลือกใช้ยาได้ถูกชนิด ถูกขนาดสำหรับคนไข้แต่ละราย อาการข้างเคียงที่พบเมื่อใช้ยากลุ่มนี้คือ มือสั่น ปัสสาวะน้อย หรืออาจรุนแรงมากที่สุดคือ ในผู้ป่วยที่เป็นโรควิตกกังวลแกมซึมเศร้า การใช้ยาบางประเภท อาจไปปลุกความกล้าของผู้ป่วยให้พร้อมจะฆ่าตัวตาย
การกระตุ้นไฟฟ้า สามารถช่วยรักษาภาวะซึมเศร้าได้ เมื่อไม่นานมานี้การใช้ไฟฟ้าขนาน ๘๐ โวลท์ผ่านเข้าไปในสมองซึ่งทำกันมาโดยแพทย์ตั้งแต่ยุคดั้งเดิม ได้ถูกปฏิเสธไม่ยอมรับจากแพทย์ทางจิตประสาทส่วนใหญ่. อย่าง ไรก็ตามปัจจุบันแพทย์จำนวนมากยืนยันข้อดีของการรักษาแบบโบราณนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงการตอบสนองที่ไม่แน่นอนและผลข้างเคียงที่ มากมายของยารักษาโรคจิต แต่การกระตุ้นไฟฟ้าช่วยรักษาอาการซึมเศร้าได้อย่างไร ยังคงเป็นที่สงสัยกันอยู่
การรักษาด้วยเซลล์ คงจะเป็นคำพูดที่ขาดความรับผิดชอบเกินไป หากกล่าวว่า โรคซึมเศร้าสามารถรักษาให้หายได้ด้วยเซลล์ ภาวะซึมเศร้าจากพื้นฐานภายใน (Endogenous depression) ก็ เหมือนกับโรคปัญญาอ่อน เป็นความผิดปกติทางจิตที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ แต่อย่างดีที่สุดก็คือสามารถทำให้ดีขึ้นได้ และเพราะว่าโรคซึมเศร้าชนิดนี้เป็นกรรมพันธุ์ ดังนั้นความคาดหวังใดๆ ก็ยังคงน่ากังขาอยู่ เพราะการรักษาด้วยเซลล์ ไม่สามารถแก้ไขปัจจัยทางพันธุกรรมได้
แต่เราพบความสำเร็จอย่างเยี่ยมยอด ในการรักษาโรคซึมเศร้าชนิดที่เกิดจากความผิดปกติทางกาย (organic depression) และที่เกิดจากความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ(Endocrine-dependent depression) นอก จากนี้ในรายที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอเพียงจากภาวะเส้นเลือดแข็งตัว หรือในรายที่เป็นโรคความดันเลือดสูง หรือในผู้ป่วยโรคตับ ก็ได้รับผลตอบสนองที่ดีมากต่อการรักษาด้วยเซลล์ มีตัวอย่างผู้ป่วยชายจำนวนมากที่อยู่ในภาวะอารมณ์เศร้าหมองเนื่องจากการ เปลี่ยนวัย (male-menopause) รายงานผลการรักษาด้วยคำพูดของตนเองว่า เขาเหมือนกับคนที่ “เกิดใหม่” หรือ “กลายเป็นคนใหม่” ขึ้นมาทันที
ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะได้รับการรักษาขั้นต้น ด้วยการฟื้นฟูระบบทั่วไป โดยการให้เซลล์ของ รก, สายสะดือ, หัวใจ, เส้นเลือดหัวใจ, ผนังเส้นเลือด, สมองใหญ่, ต่อมไทมัส, ม้าม, สมองส่วนกลาง. ในการรักษาขั้นต่อมาซึ่งจำเพาะเจาะจงสำหรับอาการซึมเศร้าก็คือ การให้ต่อมพิทูอิทารี, ต่อมทาลามัส, HypothalamusและEpiphysis, อัณฑะและรังไข่, ตับ(ซึ่งเป็นศูนย์กลางการกำจัดสารพิษของร่างกาย), และถ้าพบว่าต่อมไทรอยด์พร่อง ก็จะให้ต่อมไทรอยด์เพิ่มเข้าไปด้วย
เป็นเรื่องน่าสนใจว่า มีผู้ป่วยจำนวนเพียงใดที่ตระหนักว่าตนเองเป็นโรคซึมเศร้า จากการศึกษาผู้ป่วย ๑,๐๐๐ รายซึ่งมีอาการป่วยไข้แบบต่างๆ พบว่าผู้ป่วยจำนวน ๘๓๖ รายเห็นว่าตนเองมีภาวะซึมเศร้ารวมอยู่ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าผู้ป่วยเหล่านั้นใช้คำว่าภาวะซึมเศร้า ในความหมายทั่วๆ ไป ไม่ใช่ความหมายในทางการแพทย์ คือในความหมายว่ามีแนวโน้มที่จะเศร้าโศกและหมดหวัง อย่างไรก็ตามสิ่งนี้นับเป็นประดุจสัญญาณเตือนภัยว่า ผู้คนเริ่มไม่สามารถทนทานกับสภาพสังคมปัจจุบันที่ไร้ชีวิตจิตใจ ภายใต้การบงการของเครื่องจักรและคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำให้การรับรู้ทางอารมณ์เสียไป และส่งผลต่อความผิดปกติทางจิตใจขึ้น