left images Contact Us
Photo Gallery
title_th_alltherapies1.gif
หน้าหลัก > การบำบัด > การแพทย์ชีวโมเลกุล

therapies_text1.gif

มนุษย์เราเมื่อเกิดมา แล้ว ย่อมจะต้องแก่ เจ็บไข้ได้ป่วย และตายเป็นธรรมดา แต่กว่าจะตายหรือหมดอายุขัย บางทีเราต้องทนทุกข์ทรมาน กับการเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ นานนับเดือนนับปี เพราะอวัยวะต่างๆ เสื่อมไปอย่างไม่ย้อนคืน

เป็นเวลานานมาแล้ว ที่เราพยายามต่อสู้กับความแก่และความเจ็บป่วยแม้จะรู้ว่าในที่สุดต้องพ่ายแพ้ แต่อย่างน้อยที่สุด ก็ขอให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีคุณภาพ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานมากจนเกินไปนัก

ร่างกายมนุษย์ ประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากมาย เซลล์ต่างๆ มาประกอบกันเป็นอวัยวะ แล้วทำหน้าที่ต่างๆ กัน เมื่อคนอายุมากขึ้น เซลล์ก็จะค่อยๆ เสื่อมลงไป เซลล์เหล่านี้บางส่วนก็ตายไปบ้าง ในขณะที่ส่วนใหญ่ยังไม่ตาย แต่ไม่สามารถทำงานได้ เปรียบกับแบตเตอรี่รถยนต์ที่น้ำกรดแห้ง ก็จะไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ เมื่อมีเซลล์ที่เสื่อมและหยุดทำงานมากขึ้น ก็ก่อให้เกิดอาการของโรคต่างๆ

นอกจากความเสื่อมของเซลล์ตามปกติแล้ว สิ่งแวดล้อมในโลกปัจจุบัน เช่น น้ำ อาหาร อากาศ ก็ล้วนเต็มไปด้วยสารพิษมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อเซลล์อย่างมาก ทำให้เซลล์ของร่างกายเสียหายเพิ่มขึ้น การใช้ยารักษาโรคที่มีอยู่ เป็นการแก้ไขปลายเหตุเป็นส่วนใหญ่ เช่น โรคเบาหวาน ใช้ยาไปลดน้ำตาลในเลือด แต่ยังไม่มียาหรือสารใดที่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนว่า สามารถซ่อมแซมการทำงานของตับอ่อนและฮอร์โมนอินซูลิน เป็นต้น

ประวัติศาสตร์ของการแพทย์ชีวโมเลกุลวิทยาการใหม่ในการซ่อมแซมเซลล์

ความหวังของมนุษย์ในการฟื้นฟูเซลล์ มีหลักฐานความเป็นไปได้ ตั้งแต่เมื่อประมาณ 70 ปีมาแล้ว เมื่อปี ค.ศ. 1931 ศ.นพ. พอล นีฮาน ศัลยแพทย์ชาวสวิส ได้เอาน้ำที่ได้จากการบดเซลล์ต่อมพาราไทรอยด์จากสัตว์ ฉีดเข้าผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อกระตุกเกร็ง เนื่องจากถูกตัดต่อมพาราไทรอยด์โดยบังเอิญ ซึ่งเป็นผลจากการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ครั้งก่อน ปรากฏว่าผู้ป่วยหายจากโรคชักเกร็งได้ และไม่มีการแพ้ใดๆ จากการติดตามผู้ป่วยไปอีก 25 ปีหลังจากนั้น เขาเรียกการรักษาชนิดนี้ว่า "Live Cell Therapy"

หลังจากนั้น แพทย์ในยุโรปโดยเฉพาะเยอรมันก็ได้พัฒนา Live Cell Therapy หรือ การปลูกถ่ายเซลล์สด จนแพร่หลาย มีการค้นพบว่า น้ำที่ได้จากการบดเซลล์หนึ่ง จะไปซ่อมแซมเซลล์ชนิดเดียวกัน เช่นเซลล์ตับก็จะไปซ่อมแซมที่ตับ ทฤษฎีนี้เรียกว่า Cell Heal Cell กลายเป็นที่ฮือฮากันอย่างมากในหมู่บุคคลชั้นสูง (เนื่องจากค่าใช้จ่ายการรักษาค่อนข้างแพง) แพทย์ประสบผลสำเร็จในการรักษาโรคที่สิ้นหวังแล้ว

ชื่อเสียงของ Live Cell Therapy โด่งดังมากในยุโรป เมื่อนายแพทย์พอลล์ นีฮาน ตัดสินใจรับรักษาสันตะปาปา Pius ที่ 12 ซึ่งป่วยหนัก หมดหนทางรักษา แพทย์หลวงทั้งหลายลงความเห็นว่า ท่านจะมีพระชนม์ชีพอยู่ต่อไปอีกไม่นาน การตัดสินใจรับรักษาท่านสันตะปาปาครั้งนั้น นับว่ามีความเสี่ยงมาก และสร้างความหนักใจให้กับนายแพทย์พอลล์ นีฮานไม่น้อย ทั้งจากพระอาการที่เพียบหนัก และจากคณะแพทย์หลวงที่จ้องซ้ำท่านทันทีหากพระอาการไม่ดีขึ้น แน่นอนหากว่าไม่เป็นไปตามคาด ก็คงจะถึงจุดจบของ Live Cell Therapy ที่ท่านทุ่มเทศึกษาค้นคว้ามาตลอดชีวิต ครั้งนั้นหลังจากนายแพทย์นีฮาน เดินทางไปรักษาท่านที่กรุงโรม ประมาณ 1 เดือน สันตะปาปาปิอัสที่12 ก็กลับฟื้นขึ้นมาและมีสุขภาพแข็งแรงได้อย่างปาฏิหาริย์

ในยุคนั้นคนดังอย่าง ชาลี แชปปลิ้น, ประธานาธิบดี คอนราด อาดีนาว แห่งเยอรมัน, นายกรัฐมตรีวินสตัน เชอร์ชิลแห่งอังกฤษ, นายพลชาลล์ เดอ โกล แห่งฝรั่งเศส, ประธานาธิบดีดไวท์ ไอเซนฮาวแห่งอเมริกา, สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น, กษัตริย์โมรอคโค, กษัตริย์ซาอุดิอาราเบีย, กษัตริย์เยเมน ฯลฯ ล้วนเป็นบุคคลที่มีทะเบียน เป็นผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วย Live Cell Therapy ในเยอรมันมาแล้วทั้งสิ้น

จนกระทั่งแพทย์ชาวเยอรมัน คือ นายแพทย์คาลล์ ทอยเรอร์ ตั้งสมมุติฐานว่าความสำเร็จของ Live Cell Therapy ไม่ได้เกิดจากการฉีดเซลล์ที่ยังมีชีวิตทั้งเซลล์ แต่น่าจะเกิดจากโปรตีนที่อยู่ภายในเซลล์ที่ยังคงลักษณะทางชีวภาพไว้ได้ (Bioavailability) นายแพทย์คาลล์ประสบความสำเร็จในการแยกสารชีวโมเลกุลภายในเซลล์ออกด้วยวิธีการที่สามารถคงลักษณะชีวภาพได้สมบูรณ์ โดยใช้กรดย่อยผนังเซลล์ภายใต้ความเย็นสูง แล้วแยกนิวเคลียสของเซลล์ออก สกัดเฉพาะไซโตพลาสซื่มเก็บภายใต้ภาวะสุญญากาศ วิธีการดังกล่าวได้รับการจดสิทธิบัตรในเวลาต่อมา

ชีวโมเลกุลที่สกัดได้จะมีคุณสมบัติซ่อมแซมเซลล์แบบจำเพาะเจาะจง เช่น ชีวโมเลกุลจากเซลล์ตับของสัตว์ ก็ซ่อมแซมเซลล์ตับในร่างกายมนุษย์ นอกจากนี้ ขบวนการดังกล่าวยังทำให้เอกลักษณ์ของเซลล์ที่เรียกว่า HLA ซึ่งอยู่บนผนังเซลล์ถูกลบไป จึงไม่มีการต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกัน ปราศจากการแพ้โดยสิ้นเชิง

ความสำเร็จของนายแพทย์คาลล์ กลายมาเป็นความหวังสำหรับคนธรรมดาที่แม้ไม่ได้เป็นผู้มีชื่อเสียง มีเงินทองมากมาย ก็สามารถเข้าถึงการรักษาที่ได้ผลอัศจรรย์นี้ได้ และรัฐบาลเยอรมันก็ได้ขึ้นทะเบียนยาที่ทำจากชีวโมเลกุลจำนวน 100 ตำรับเมื่อประมาณปีค.ศ. 1950 และใช้รักษาโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ทุกชนิดอย่างได้ผลมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

ความจริงเกี่ยวกับการแพทย์ชีวโมเลกุล

ในห้วงอายุของมนุษย์ โดยทั่วไปเซลล์ต่างๆ จะแบ่งตัวชดเชยการสึกหรอประมาณ 50-60 ครั้ง จากการศึกษาพบว่า ชีวโมเลกุล ช่วยให้เซลล์แบ่งตัวได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 4-6 ครั้ง ซึ่งเท่ากับว่าทำให้ช่วงอายุของคนยืนยาวขึ้นนั่นเอง

การทำงานของเซลล์ต่างๆ มีหัวใจหลักคือการสร้างโปรตีน แล้วโปรตีนที่ได้ก็ไปทำหน้าที่ต่างๆ เช่น เป็นน้ำย่อย เป็นฮอร์โมน เป็นเนื้อเยื้อต่างๆ ฯลฯ การสร้างโปรตีนในเซลล์จะคล้ายกับการ ปั้มตรายาง เมื่อใช้ไปนานๆ เข้า น้ำหมึกเริ่มแห้ง ตรายางเริ่มสึก คุณภาพของการปั้มก็จะเสียไป ชีวโมเลกุล จะไปซ่อมแซมเซลล์ดุจการซ่อมตรายาง และเติมน้ำหมึก ทำให้คุณภาพการปั้มดีขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ว่า การแพทย์ชีวโมเลกุล สามารถช่วยกำจัดเซลล์ผิดปกติ ตลอดจนคำสั่งที่ผิดพลาดต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดโรคมะเร็ง จึงใช้เป็นทั้งการป้องกัน และรักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด

ปัจจุบันมีแพทย์ประมาณ 20,000 คนในยุโรปโดยเฉพาะเยอรมัน ใช้ การแพทย์ชีวโมเลกุล ในการรักษาผู้ป่วย และมีประเทศที่ให้การรับรองการรักษาด้วยวิธีนี้แล้วทั่วโลก จำนวน 48 ประเทศ มีผู้ป่วยที่รับการรักษาแล้วประมาณ 150 ล้านคน

ทำไมการแพทย์ชีวโมเลกุลจึงไม่แพร่หลาย

ความจริงการแพทย์ชีวโมเลกุลแพร่หลายในยุโรปมานาน แต่ความรู้นี้จำกัดเฉพาะในยุโรปที่พูดภาษาเยอรมัน ต้องยอมรับกันว่าประเทศที่มีบทบาทและทรงอิทธิพลในวงการแพทย์ทั่วโลกคือ อเมริกา ตราบใดที่อเมริกายังไม่รู้จักวิธีการรักษาอย่างนี้ ตราบนั้นก็เป็นการยากที่วงการแพทย์ทั่วๆ ไปจะเข้าใจและยอมรับ

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีหลักฐานมากขึ้นในประเทศอเมริกาและประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษอื่นๆ ในความพยายามที่ใกล้เคียงกัน และเป็นการสนับสนุนทฤษฎีเซลล์ซ่อมเซลล์

เมื่อปีค.ศ. 1999 กุน เธอร์ โบเบล ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ในการที่เขาพิสูจน์ว่า โปรตีนของเซลล์ มีรหัสที่ใช้ระบุว่า จะเดินทางไปยังจุดหมายที่ไหน เพื่อทำงานที่จำเพาะเจาะจง

และล่าสุดนี้ นิตยสาร Nature ฉบับวันที่ 5 เดือนเมษายน 2001 ตีพิมพ์ผลงานวิจัยของแพทย์จาก New York Medical College สหรัฐอเมริกา แพทย์ทำการทดลองในหนู โดยการผูกเส้นเลือดหัวใจของหนู กระตุ้นให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย จากนั้นนำเซลล์ต้นตอ (Stem cell) จากไขสันหลังของหนูอีกตัวหนึ่ง ฉีดเข้าไปตรงกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายไปแล้ว ผลปรากฎว่า เกิดการสร้างเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจใหม่ ทดแทนเซลล์ส่วนที่ตายไปแล้ว ได้ถึง 68% ภายใน 9 วัน นอกจากนี้ คณะนักวิจัยยังสัญญาว่า การพัฒนาความรู้นี้เพื่อเป็นยารักษาโรค จะเป็นไปได้ อีกภายในเพียง 3 ปีข้างหน้านี้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อยากจะกล่าวในที่นี้ว่า ดีแล้วที่อเมริกากำลังพัฒนาความรู้ด้านนี้ขึ้น เพราะในที่สุดจะมีผลให้เกิดการยอมรับในวงกว้าง แม้ว่าความจริงแล้วแพทย์เยอรมันได้พัฒนาความรู้นี้มาก่อนหน้าถึงเกือบ 50 ปี จนผลิตยารักษาโรคที่ใช้ทฤษฎีนี้ ช่วยเหลือผู้ป่วยที่สิ้นหวังมาแล้วนับล้านๆ คน

ในเมืองไทยเอง ทราบว่ามีผู้หนึ่งที่ได้ไปศึกษาการแพทย์ชีวโมเลกุลที่ประเทศเยอรมันจนสำเร็จ ได้รับ Diploma of Organotherapy and Immunotherapy คือ อ.พรรณทิพา วัชโรบล หลังสำเร็จวิชาแล้ว ได้ร่วมก่อตั้งศูนย์การแพทย์ชีวโมเลกุลที่ประเทศบาห์เรน ให้คำปรึกษากับแพทย์ในตะวันออกกลาง ที่ต้องการใช้การรักษาด้วยชีวโมเลกุล ล่าสุดได้รับรางวัล Medal Award ในสาขา Organotherapy and Autohaemotherapy จากสถาบันการแพทย์ชีวโมเลกุลในเยอรมัน และได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาแพทย์ (Medical Consultant) ด้าน Organotherapy และ Autohaemotherapy ในเอเชียและตะวันออกกลาง

คำถามคำตอบที่น่าสนใจ

Biomolecular Therapy คืออะไร ?

หลักการของ Biomolecular Therapy คือ การซ่อมแซมเซลล์ด้วย Xenogenic Peptide ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ภายใน Cytoplasm ของเซลล์ กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า เป็นการรักษาโรคที่ต้นเหตุคือ โดยการซ่อมแซม Cell ที่เสื่อมสภาพด้วยการใช้สาร Biomolecule ที่สกัดจาก Cellนั้นๆ

ใครเป็นคนริเริ่มการรักษาวิธีนี้?

ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 70 ปีที่แล้ว ศาสตราจารย์นายแพทย์ Paul Niehans (ค.ศ. 1931) ศัลยแพทย์ชาวสวิส ได้เป็นผู้ค้นพบวิธีการรักษาด้วยเซลล์ที่มีชีวิตอยู่ Dr. Niehans เป็นศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางระบบต่อมไร้ท่อ และได้ศึกษาวิธีปลูกถ่ายต่อมไร้ท่อ มาเป็นเวลาหลายปี ในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1931 Dr. Niehans ได้รับคนไข้ฉุกเฉินคนหนึ่ง ซึ่งมีอาการ กล้ามเนื้อชักเกร็ง เนื่องจากเธอถูกทำลายต่อม parathyroid จากการผ่าตัด

เนื่องจากเป็นภาวะฉุกเฉินและไม่สามารถทำ Endocrine transplant ได้ทันที Dr. Niehan จึงตัดสินใจ นำ parathyroid gland จากสัตว์ มาบดในน้ำเกลือ แล้วนำน้ำที่ได้ฉีดเข้ากล้าม โดยทำภายในเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมงนับจากนำต่อมพาราไทรอยด์ออกจากสัตว์ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นการใช้เซลล์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ในที่สุดผู้ป่วยหายจากการชักเกร็ง ตั้งแต่วันนั้น และต่อมาอีก 25 ปีหลังจากนั้น

ตั้งแต่นั้นมา การรักษาด้วย Living Cell จึงได้มีการศึกษากันอย่างแพร่หลายทั่วยุโรป โดยเฉพาะที่ประเทศเยอรมัน และเมื่อองค์การอาหารและยาของประเทศเยอรมัน ให้การรับรองการรักษานี้แล้ว ก็ได้มีผู้ป่วยคนสำคัญๆ ได้รับอานิสงส์จากความสำเร็จของ Living Cell Therapy มากมายทั้งจากในยุโรปเอง และจากสหรัฐอเมริกาก็ได้เดินทางมารับการรักษาที่ Sanatorium ในเยอรมันหลายท่าน เช่น ประธานาธิบดี Konrad ADENAUER, Theodor HEUSS, POPE PIUS XXII, Winston CHURCHILL, Chale DE GAULLE, Dwight D. EISENHOWER, Charles CHAPLIN, สมเด็จพระจักรพรรด์ญี่ปุ่น กษัตริย์ Morocco, กษัตริย์ ซาอุดิอาราเบีย กษัตริย์เยเมน และบุคคลสำคัญอื่นๆอีกหลายคน

ส่วนการรักษาที่เรียกว่า Biomolecular Therapy นั้น ก็ได้พัฒนามาจาก Living Cell Therapy ของ Dr. Niehan นั่นเอง เนื่องจากการรักษาด้วยวิธี Living Cell Therapy นับว่ายุ่งยากมากและต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงมากจนคนธรรมดาแทบจะไม่มีโอกาสได้รับการรักษา เพราะ Cell ทุก Cell ต้องผ่านการควบคุมคุณภาพจากรัฐบาลว่าปกติและปลอดภัยจากเชื้อ ตาม Standardของ Transplantationทุกประการ

เป็นที่น่ายินดีว่า ปัจจุบันนี้แม้คนธรรมดาที่ไม่ได้มีชื่อเสียงและไม่ได้มีเงินทองมากมาย ก็ไม่ต้องท้อแท้ใจว่าจะไม่มีโอกาสได้รับการรักษาด้วยวิธีซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าได้ผลดีมากกับแม้กระทั่งโรคที่สิ้นหวังแล้ว ทั้งนี้เพราะ ศาสตราจารย์นายแพทย์ Karl THEURER ได้พัฒนา Biomolecular Therapyขึ้น

THEURER เชื่อว่าความสำเร็จของ Fresh Cell Transplantation มิได้เกิดจาก Cell โดยตรง แต่เกิดจาก activity ของ molecule ต่างๆ ที่อยู่ภายในเซลล์ และเพื่อที่จะขจัดความกลัวของแพทย์ทั่วๆ ไปที่เกรงว่า Fresh Cell Transplant อาจก่อให้เกิด severe allergic reaction หรือ immune sensitization ที่รุนแรง (ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การแพ้ไม่เคยเกิดกับ Cell Therapy) ดังนั้น ภายหลังจากการการศึกษาและทดลองอย่างหนัก THEURER จึงพัฒนาวิธีการรักษาสภาพของ molecular cell component ได้สำเร็จโดยวิธี Acid-vapour-lysis ต่อ Lyopphylized organ powderในสุญญากาศซึ่งวิธีการนี้ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ ไม่สามารถทำเลียนแบบได้

การนำเซลล์มาทำ Lyophylized นอกจากจะทำลายเชื้อทุกชนิดแล้ว จะทำให้เซลล์สูญเสียลักษณะเฉพาะทาง สปีชี่ส์ของเซลล์ กล่าวคือระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม แต่ยังคงสภาพทางด้านความจำเพาะเจาะจงต่ออวัยวะไว้อยู่อย่างครบถ้วน กล่าวคือ Lyophylized ที่ได้จาก cell ของอวัยวะหนึ่ง ก็จะไปรักษาอวัยวะนั้นๆ อย่างจำเพาะเจาะจง ทำให้นอกจากได้ผลในการรักษาแล้วยังปลอดภัยมากๆอีกด้วย

Biomolecular therapy ยังเป็นการทดลองอยู่ใช่หรือไม่?

พัฒนาการของ Biomolecular Therapy ได้ผ่านทั้ง 3 Phase มาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ การวิจัยและรวบรวมหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีนี้จากห้องทดลอง, การทดลองกับสัตว์ และการทดลองทางคลีนิคเพื่อสรุปผลทั้งหมด จนนำมาสู่การใช้ในทางการแพทย์ในปัจจุบัน โดยได้รับการรับรองจากรัฐบาลเยอรมันให้ใช้เป็นยารักษาโรคได้ มาเป็นเวลากว่า 40 ปีมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้อยู่ในระยะทดลองแต่อย่างใด ปัจจุบันได้มีการผลิตยารักษาโรคทั้งที่เป็นเม็ด เป็นแคปซูล และยาฉีด ซึ่งสกัดจาก Biomolecule ใน Cell ต่างๆ เพื่อรักษาโรคต่างๆ จำนวนมากกว่า 100 ประเภท มีการจัดประชุมทางวิชาการว่าด้วย Biomolecular Therapy ทุกๆ สัปดาห์เพื่อพัฒนาวิธีการบริหารยาให้ได้ผลสูงสุดและรักษาโรคได้ดีที่สุด

Cell ของร่างกายสามารถซ่อมแซมได้จริงหรือ?

Cell ต่างๆ ในร่างกายมนุษย์มีการแบ่งตัวเพื่อสร้าง Cell ใหม่ทดแทนอยู่ตลอดเวลา โดยอาศัย Cell เก่าเป็นต้นแบบ โครงสร้างโมเลกุลที่อยู่ภายในเซลล์มีความสำคัญอย่างมากต่อการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ หากจะเปรียบเทียบการซ่อมแซมเซลล์กับการปั้มตรายาง คุณภาพของงานพิมพ์ตรายางจะขึ้นอยู่กับ 2 ส่วนคือ ตรายาง กับแป้นหมึก หากตรายางเสียหายไปจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือจากความชรา ก็ย่อมทำให้งานพิมพ์ออกมามีความบกพร่อง หรือแม้ตรายางปกติดีแต่แป้นหมึกแห้งก็ย่อมจะทำให้งานพิมพ์ตรายางนั้นด้อยคุณภาพ

Biomolecular Therapy ได้รับการพิสูจน์จากห้องปฏิบัติการมาแล้วนับไม่ถ้วน ว่าช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอและเสียหายให้ดีขึ้น เปรียบเหมือนกับทำให้ตรายางและแป้นหมึกมีคุณภาพดีขึ้นใหม่อีกครั้ง นอกจากนี้ยังพบว่า ตามปกติวงจรชีวิตของ เซลล์มนุษย์ทั่วไปมีการแบ่งตัวราว 50-60 ครั้ง Biomolecular therapy ช่วยเพิ่มการแบ่งตัวของ Human Cell มากเพิ่มขึ้นไปกว่าเดิมอีก 4-6 ครั้ง ซึ่งก็หมายความว่าทำให้อายุมนุษย์ยืนยาวขึ้นและแข็งแรงขึ้น

Biomolecular Therapy มีการแพ้หรือไม่

ความสำเร็จของ Biomolecular therapy ประการหนึ่งคือ ปราศจากการแพ้โดยสิ้นเชิง เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถจดจำเนื้อเยื่อแปลกปลอมได้ก็เฉพาะเมื่อเป็น Cell ทั้ง Cell ร่วมกับเนื้อเยื้อองค์ประกอบ แต่ Biomolecular Therapy มิได้มีเซลล์หลงเหลืออยู่อีกต่อไป นำเอาเพียงสารภายในเซลล์มาใช้ ซึ่งยังคงมีผลในการรักษา Cell อย่างจำเพาะเจาะจงต่ออวัยวะแต่ภูมิคุ้มกันไม่สามารถจดจำได้ว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมจึงไม่มีการต่อต้านเกิดขึ้น

Biomolecular Therapy ควรใช้เมื่อไร?

ปัจจุบันการรักษาด้วย Biomolecular Therapy ครอบคลุมถึงโรคต่างๆมากขึ้นเช่น

1.เพื่อการฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ของร่างกายซึ่งเสื่อมสภาพจากอายุหรือจากอุบัติเหตุ

2.โรคภัยไข้เจ็บที่มีผลทำลายอวัยวะ ต่างๆ เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ม้าม ลำไส้ กระเพาะอาหาร สมอง ดวงตา กล้ามเนื้อ กระดูก ฯลฯ หรืออาจกล่าวได้ว่า ทุกๆอวัยวะยังมีทางที่จะฟื้นฟูและซ่อมแซมอยู่

3.โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันภูมิแพ้

4.โรคพัฒนาการทางสมองผิดปกติในเด็ก

5.ใช้เป็นวิธีรักษาร่วม ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งจะทำให้มะเร็งเล็กลง และผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ภูมิคุ้มกันสูงขึ้นอวัยวะภายในต่างๆทำงานได้ดีขึ้น

วิทยาการการแพทย์ชีวโมเลกุลได้นำมาใช้กับกลุ่มผู้ป่วยดังต่อไปนี้:

โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ ภูมิแพ้ รูมาตอยด์ กระดูกเสื่อม ข้อเสื่อม โรคไต ความพิการทางสมอง ระบบประสาทถูกทำลาย โรคเครียด โรคตับ โรคสมองเติบโตช้าในเด็ก Mental Retardation Autism โรค เลือด โรคฟัน โรคของตับอ่อน ต้อหิน ต้อกระจก ภูมิคุ้มกันต่ำ ภูมิคุ้มกันไวเกิน โรคหู โรคตา โรคความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ ภาวะมีบุตรยาก โรคผิวหนัง สิวหัวช้าง Peripheral Vascular Disease (Raynaud's syndrome) โรค Parkinsonโรคแผลกระเพาะอาหาร เป็นต้น

มีการกำหนดอายุของผู้ที่จะเข้ารับการรักษาหรือไม่?

ในทางปฏิบัติคือ ไม่มี แม้กระทั่งเด็กอายุ 4 เดือนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Mongolism หรือ สมองได้รับความกระทบกระเทือนในระหว่างการคลอด และการพัฒนาการ ไปจนกระทั่งผู้สูงอายุที่เกิน 90 ปีขึ้นไป ก็สามารถรักษาได้ด้วย Biomocular Therapy หากมีโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของเซลล์ความเสียหายของเซลล์จากสาเหตุต่างๆ

Biomolecular Therapy สามารถรักษาได้ทุกโรคหรือไม่

ไม่แน่นอน การรักษาทุกประเภทย่อมมีข้อบ่งชี้ จากประสบการณ์ของการรักษาด้วย Biomolecular Therapy มานานกว่า 40 ปีทำให้เราสามารถกำหนดข้อบ่งชี้ในการรักษาด้วย Biomolecular Therapyได้อย่างเป็นระบบและมีหลักการ

การตรวจร่างกายทั้งระบบ รวมถึงการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจการทำงานของหัวใจและการไหลเวียนโลหิตอย่างละเอียด จะใช้ในการตัดสินใจว่าผู้ป่วยสมควรเข้ารับการรักษาด้วย Biomolecular Therapyอย่างไรบ้าง

หลักการของ Biomolecular Therapy คือ การซ่อมแซมเซลล์ด้วย Xenogenic Peptide ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ภายใน Cytoplasm ของเซลล์ กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า เป็นการรักษาโรคที่ต้นเหตุคือ โดยการซ่อมแซม Cell ที่เสื่อมสภาพด้วยการใช้สาร Biomolecule ที่สกัดจาก Cellนั้นๆ

สถิติที่น่าสนใจ

** ผู้ป่วยทั่วโลก มากกว่า 150ล้านคน ได้รับการรักษา ด้วยวิธี Biomolecular Therapyในรูปแบบต่างๆ

** แพทย์กว่า 20,000 คนทั่วโลกโดยเฉพาะยุโรปและเยอรมัน ใช้วิธีการรักษาด้วย Biomolecular Therapyอยู่ในปัจจุบัน

**ประเทศต่างๆทั่วโลก 48ประเทศ ให้การรับรองวิธีการรักษาด้วย Biomolecular Therapyและมีแพทย์ที่ศึกษาและรักษาโรคด้านนี้อยู่

** รายงานและการวิจัยทางคลีนิคมากกว่า 3,000ชิ้น จัดทำขึ้นโดยแพทย์ทั้งในโรงพยาบาลและคลีนิคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ Biomolecular Therapy

** รายงานทางการแพทย์ยืนยันว่า 68% ของโรคที่สิ้นหวังแล้ว (Hopeless Case)สามารถรักษาให้ฟื้นคืนมาได้ด้วยวิธีการ Biomolecular Therapy

สรุปจุดเด่นของการรักษาด้วยชีวโมเลกุล คือ

** ใช้รักษาโรคที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผลแล้ว ดังที่นายแพทย์คาลล์กล่าวไว้ว่า เป็นการ “ให้ความหวัง สำหรับผู้ที่สิ้นหวังแล้ว” (offer new hope for the hopeless)

** ไม่มีการแพ้ ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ใช้ได้แม้กระทั่งในเด็กทารก

** เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่รักษาที่อาการ ยกตัวอย่างในโรคเบาหวานชนิดที่ต้องใช้อินซูลิน ความผิดปกติอยู่ที่ Islet of Langerhans แพทย์ปัจจุบันใช้อินซูลินจากภายนอกเข้าไปชดเชย ซึ่งต้องใช้ไปตลอดชีวิต ส่วนการแพทย์ชีวโมเลกุล ใช้สารชีวโมเลกุลจากตับอ่อนเข้าไปซ่อมเซลล์ตับอ่อน

** เป็นการรักษาโดยการฟื้นฟูร่างกายทั้งระบบ การเจ็บป่วยของมนุษย์ไม่ได้เกิดเป็นอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง แต่มักจะเชื่อมโยงกันทั้งระบบ การรักษาที่ได้ผลจึงเน้นการรักษาทั้งร่างกายแบบองค์รวม