left images Contact Us
Photo Gallery
allegy_thai.gif
หน้าหลัก > บทความ > โรคภูมิูิแพ้

โรคภูมิแพ้คืออะไร

ภูมิแพ้ คืออาการที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิไวเกินต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา ซึ่งในคนปกติไม่เกิดปฏิกิริยานี้ สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิไวเกินเรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ ซึ่งเป็นไปได้มากมายเช่น ฝุ่น รา ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ แม้กระทั่งอาหาร

อาการของภูมิแพ้เกิดขึ้นได้ในหลายๆ อวัยวะ เช่น ผิวหนัง จมูก ตา ฯลฯ

ภูมิแพ้พบในคนทั่วไปมากถึง 15-45 % ของประชากรทั้งหมด และพบอาการจากไซนัสอักเสบมากที่สุดในบรรดาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้

อาการของโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้มีได้หลาย อาการ ตามอวัยวะที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ เช่น อาการจาม น้ำมูกไหล คัดจมูก คันจมูก คันตา คันบริเวณเพดานปากและลำคอ โรคหอบหืด เยื่อบุตาอักเสบ หน้าแดง บวม ผื่นคันทางผิวหนัง ฯลฯ

กลไกการเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้

ภูมิแพ้ทั่วๆ ไป มักเกิดจากปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันที่ชื่อ IgE เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ เข้าไปในร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จะทำการจดจำและสร้างภูมิคุ้มกัน IgE ต่อสารนั้น และเมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปอีก สารก่อภูมิแพ้ จะไปจับกับ IgE ซึ่งอยู่บนเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดขาวนี้จะแตกออกและปล่อยสารปฏิกิริยาภูมิแพ้ ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือ ฮิสตามีน (histamine) ฮิ สตามีน ทำให้เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา ลำคอ เกิดการอักเสบ เกิดการบวม และสร้างเมือกออกมามากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการ คัดจมูก น้ำมูกไหล และคันจมูกตามมา

ปฏิกิริยาที่กล่าวถึง ดังกล่าวข้างต้น เกิดขึ้นในทุกคน แต่ผู้ที่มีอาการโรคภูมิแพ้ จะเกิดปฏิกิริยาดังกล่าวมากกว่าคนปกติ จึงเรียกกันว่าเป็นปฏิกิริยาภูมิไวเกิน

ทำไมจึงเป็นโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ มีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น เมื่อได้รับสารแปลกปลอม ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ เข้ามาในร่างกายต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ จนกระทั่งร่างกายเกิดปฏิกิริยา มีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อสารชนิดนั้น เมื่อเราได้รับสารก่อภูมิแพ้นั้นเข้าไปอีก ก็จะเกิดปฎิกิริยาภูมิแพ้ วิธีรักษาโรคภูมิแพ้ชนิดนี้ ต้องสร้างภูมิคุ้มกันอีกประเภทหนึ่งขึ้นมา เพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ นายแพทย์ Theurer ชาวเยอรมัน ได้ค้นพบวิธี Autohaemotherapy ประยุกต์ เรียกว่า Counter-sensitisation สามารถรักษาภูมิแพ้ให้หายได้ในบางราย ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

ในระยะหลังมานี้ เนื่องจากความก้าวหน้าทางด้าน Immunology มี การพูดถึงสาเหตุใหม่ๆ ในการเกิดโรคภูมิแพ้ เช่น การติดเชื้อซ้ำซากยาวนาน ทั้งที่เกิดจากแบคทีเรีย ไวรัส ยีสต์ หรือพยาธิ หรือปัจจัยภายนอกใดๆ ที่คงอยู่ในตัวเรา หรือสัมผัสกับร่างกายเรา โดยที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดออกได้หมด เป็นเวลาต่อเนื่องกันนาน ๆ ในที่สุดก็จะกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน ให้ผลิตภูมิคุ้มกันชนิดกว้างและมีความเจาะจงน้อย ซึ่งจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อสารต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นคนแพ้สิ่งต่างๆ ได้ง่าย และบางครั้งมีภูมิคุ้มกันที่ต่อต้านเนื้อเยื่อของตนเองเกิดขึ้น กลายเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง การรักษาภูมิแพ้ชนิดนี้ ต้องกำจัดเชื้อที่เป็นสาเหตุให้หมดไป และเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สามารถต้านทานเชื้อโรคได้ดีมากยิ่งขึ้น

มีอาการภูมิแพ้อีก ประเภทหนึ่ง ที่เป็นเฉพาะเวลาร่างกายประสบกับภาวะเครียด ทั้งทางร่างกายหรือทางจิตใจก็ตาม เนื่องจากความเครียดจะเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ด้วยการกระตุ้นต่อมไร้ท่อต่างๆ เช่น ต่อมหมวกไต ต่อมไทรอยด์ การสร้างกรดในกระเพาะอาหาร ฯลฯ เมื่อเวลาผ่านไป ระบบป้องกันตนเองของร่างกายจะค่อยๆ อ่อนแอลงไป ร่างกายเกิดการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น ด้วยการเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อฝุ่นละออง และสารต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย มีเสมหะแห้งๆ ในคอตลอดเวลา น้ำมูก มึนงง ไม่สดชื่น ฯลฯ

โรคภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหาร

มีคนจำนวนมาก ที่เชื่อว่าตนเองแพ้อาหาร อย่างใดอย่างหนึ่ง อาหารที่ทำให้แพ้ได้บ่อยได้แก่ ไข่ ถั่วชนิดต่างๆ อาหารทะเล สตรอเบอรรี่ เป็นต้น บางคนแพ้สารที่ปนเปื้อนมากับอาหาร หรือ สารที่ใช้ในการถนอมอาหาร การแพ้อาหารเกิดอาการได้แตกต่างกัน เช่น ท้องเดิน มีผื่นแดงขึ้นตามตัว ปวดศรีษะ หน้าบวม ปวดข้อ เวียนศรีษะ

การแพ้อาหารอาจแบ่งออก ได้เป็น ๒ ประเภท คือ การแพ้ที่ปรากฎชัดเจน กับการแพ้ที่ไม่ปรากฎชัดเจน การแพ้อาหารที่ปรากฏชัดเจนนั้น แพทย์จะสามารถตรวจพบปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน เช่น การขีดลงบนผิวหนังให้ผลบวก แต่การแพ้อาหารอีกประเภทหนึ่ง ที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือ การแพ้ที่ไม่ปรากฏชัดเจน ผู้ป่วยจะมีอาการแพ้ต่ออาหารปกติที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น นม ข้าวโพด แป้งข้าวสาลี น้ำตาล ชอคโกแลต สีผสมอาหาร กลิ่น สารถนอมอาหาร โดยจะเกิดการแพ้แบบค่อยเป็นค่อยไปและสะสมใช้เวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี อาการที่พบได้คือ อ่อนเพลีย คัดจมูก ปวดท้อง ปวดข้อปวดกล้ามเนื้อ หรือมีอาการทางประสาท ผู้ป่วยมักจะไม่รู้ว่าตนเองแพ้อาหาร และอาการจะเป็นแบบเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยต้องแสวงหาหมอ แสวงหายามารักษาตนเอง โดยไม่มีทีท่าว่าจะหาย การแพ้อาหารประเภทหลังนี้ อาจเกิดจากร่างกายได้รับสารเคมีตกค้างที่มาในอาหาร พฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ส่งเสริมสุขภาพ การมีอนุมูลอิสระมากเกินไป หรือการมียีสต์เจริญงอกงามมากเกินไปในลำไส้ โดยยีสต์จะแบ่งตัวและแตกหน่อ ฝังตัวเองลงไปในเยื่อบุลำไส้ ส่งผลให้อาหารโมเลกุลใหญ่ที่ยังย่อยไม่สมบูรณ์ จะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เข้าไปในกระแสเลือดได้ อาหารโมเลกุลใหญ่เช่นนั้น ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน ทำให้แพ้อาหาร

การรักษาโรคภูมิแพ้

แพทย์มักแนะนำให้ผู้ ป่วยหลีกเลี่ยงจากสารที่ทำให้แพ้ คำแนะนำนี้ดูเหมือนจะเป็นไปได้เฉพาะกรณีเท่านั้น เพราะบางครั้งผู้ป่วยไม่อาจทราบได้ว่าตนเองแพ้อะไรบ้าง และบางครั้งสิ่งที่แพ้ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน

การออกกำลังกายอย่าง สม่ำเสมอ รักษาความสมดุลย์ของร่างกายทั้งทางร่างกายและจิตใจ การลหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารพิษ การเพิ่มความสามารถของร่างกายในการต้านอนุมูลอิสระ เหล่านี้มีความสำคัญในการสู้กับโรคภูมิแพ้

การใช้ยาในการรักษาโรค ภูมิแพ้ เป็นการรักษาตามอาการ มากกว่าที่จะกำจัดสาเหตุที่แท้จริง แพทย์จะใช้ยาต้านปฏิกิริยาภูมิแพ้ เช่น ยาต้านฮีสตามีน ในรายที่รุนแรงมากๆ อาจต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น Cyclosporin หรือต้องให้สเตียรอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบรุนแรง แต่มีผลข้างเคียงมาก เช่น กดภูมิคุ้มกัน, ทำให้กระดูกผุ, ฯลฯ

การทดสอบทางผิวหนัง (Skin Test) และ ฉีดกระตุ้นการสร้างภูมิ เพื่อรักษาอาการแพ้ ทำโดยทดสอบว่าผู้ป่วยแพ้อะไรบ้าง แล้วฉีดสารก่อภูมิแพ้ในปริมาณน้อยๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่สามารถป้องกันการเกิดภูมิแพ้ได้ การรักษาชนิดนี้ต้องใช้ระยะเวลานาน คือฉีดติดต่อกัน 9-12 เดือน หลังจากนั้นต้องฉีดกระตุ้นไปอีกเป็นระยะ เช่น เดือนละครั้ง อาจนาน 3-5 ปี อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาไม่สู้จะดีนัก เมื่อเทียบกับเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษา เพราะไม่อาจรับประกันได้ว่าจะสามารถหายจากโรคภูมิแพ้แน่นอน และผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มักจะแพ้สารหลายตัว วิธีการนี้จึงเรียกได้ว่าค่อนข้างยุ่งยาก สิ้นเปลือง เสียเวลานาน และไม่ค่อยได้ผล

Biomolecular Therapy ในแง่ของการรักษาภูมิแพ้ มีหลักการดังต่อไปนี้

เสริมสร้างระบบป้องกันตนเองของร่างกาย (Body defense mechanism) คือ การปกป้องทุกหนทางที่ร่างกายมีโอกาสสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ด้วยการให้ biomolecule สำหรับ เยื่อบุลำไส้ เยื่อบุจมูก เยื่อบุทางเดินหายใจ ผิวหนัง เยื่อบุช่องปากและคอ

เสริมสร้างและปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ตลอดจนระบบน้ำเหลือง ด้วยการให้ biomolecule ของ ต่อม Thymus, Lymphatic system, Spleen, bone marrow

เสริมสร้างและปรับสมดุลของระบบต่อมไร้ท่อและฮอร์โมน ตลอดจนระบบเมตาโบลิซึ่ม ซึ่งมีความสำคัญในการรักษาแบบองค์รวม ด้วยการให้ biomiolecule ของ corpus luteum, testis, mammary gland, parathyroid, liver, spleen, pancreas, adrenal gland

เสริมสร้างและปรับสมดุลให้ร่างกายทนทานต่อภาวะเครียด และช่วยเหลือกลไกการควบคุมร่างกายจากระบบประสาทส่วนกลาง โดยการให้ biomolecule ของ Cerebrum, diencephalons, pituitary gland, epiphysis.

Biomolecular Therapy จะช่วยยืนยันความสำเร็จในการรักษาภูมิแพ้ ผู้ป่วยมีโอกาสหาย หรือปลอดอาการในอัตราที่สูง การรักษาไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ปลอดภัยกว่าการใช้ยา ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เพราะเป็นการให้สารจากธรรมชาติ ไม่มีสารเคมี หรือสารสังเคราะห์ ผู้ป่วยหายจากโรคเพราะร่างกายแข็งแรงขึ้น และต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ด้วยกลไกภายในตัวของผู้ป่วยเอง